เพิ่งสังเกตเห็นว่าหลาย ๆ คนพูดถึง QT แต่ดูเหมือนเข้าใจผิดกันเยอะ ที่จริง qt คือ ย่อมาจากคำว่า Quantitative Tightening ซึ่งเป็นมาตรการที่ตรงกันข้ามกับ QE นั่นเอง



มาตรการนี้ไม่ได้ใหม่หรอก แต่ว่ามันไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงเท่า QE เลย ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบต่อตลาดนั้นรุนแรงเหมือน ๆ กัน เมื่อธนาคารกลางประกาศทำ QE ทุกคนรู้ว่าเงินจะไหลเข้าระบบ ราคาสินทรัพย์ก็พุ่งขึ้น แล้ว QT ล่ะ มันคือการดึงเงินออกจากระบบนั่นแหละ

พูดให้ง่ายคือ qt คือ ย่อมาจากมาตรการที่ทำให้สภาพคล่องหดตัว ตรงกันข้ามกับ QE ที่เพิ่มสภาพคล่อง เมื่อเกิดวิกฤต ธนาคารกลางจะเข้าซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเพื่อให้เงินไหลเข้าระบบ แต่พอสถานการณ์ปกติลง ธนาคารกลางไม่สามารถทำ QE ต่อไปได้ เพราะมันจะทำให้งบดุลขยายตัวไม่รู้จบ และยิ่งไปกว่านั้น การอัดฉีดเงินมานานจนเกิดเงินเฟ้อที่ควบคุมยาก ถึงเวลาต้องหยุดและดึงเงินออกมา

การทำ QT มีสองแบบ แบบแรกเรียกว่า Passive Tightening ก็คือปล่อยให้พันธบัตรที่ถือไว้หมดอายุไปเฉย ๆ ไม่ต่ออายุ วิธีนี้ดึงเงินออกแบบนิ่ม ๆ ไม่ส่งผลกระทบตลาดมากนัก แบบที่สอง Active Tightening คือขายสินทรัพย์ออกไปเลย วิธีนี้ธนาคารกลางเข้ามาเป็นผู้ขายในตลาด ผลกระทบต่อตลาดเงินและพันธบัตรสหรัฐ (ตลาดขนาดกว่า 46 ล้านล้านดอลลาร์) จึงมีมากพอสมควร

ดูประวัติการทำ QT ก็เห็นภาพชัดเจน ครั้งแรกเกิดขึ้นตอนปลายปี 2013 เมื่อเบน เบอร์นันเก ประธาน Fed ในสมัยนั้น เพียงแค่บอกว่าจะลดวงเงิน QE ลง นักลงทุนก็ตกใจเร่งขายพันธบัตร ราคาร่วงลง ผลตอบแทนพุ่งสูง เกิดความวุ่นวาย ที่เรียกว่า Taper Tantrum ซึ่งแม้ยังไม่ได้ลดจริง แต่ผลกระทบมาแล้ว ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วเอเชียก็ร่วงตามกัน ตลาดหุ้นไทยลดลง 22.29% ฟิลิปปินส์ 21.2% อินโดนีเซีย 18.18%

แล้วมาถึง 2020 COVID-19 ช็อกระบบเศรษฐกิจ Fed เข้าทำ QE อีกรอบด้วยวงเงินกว่า 700 พันล้านดอลลาร์ เงินไหลเข้าระบบ หุ้นเทค และคริปโตพุ่งขึ้นอย่างบ้า ๆ แต่พอเข้า 2021 เงินเฟ้อเริ่มสูง Fed ก็ประกาศลดวงเงิน QE และเร่งอัตราการทำ QT ผลมาก พันธบัตรสหรัฐเกิด Inverted Yield Curve หุ้นเทค และคริปโตลดลงแบบแรง ในปี 2022 NASDAQ ลดลง 34.08% บิทคอยน์ลดลง 65.94%

ที่สำคัญคือ qt คือ ย่อมาจากมาตรการที่ไม่เพียงแค่ทำให้ตลาดผันผวน ผลข้างเคียงที่ยากต่อการควบคุมคือเงินเฟ้อ ซึ่งกระทบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ลงทุนหรือคนทั่วไป

จริง ๆ แล้วการเข้าใจมาตรการทางการเงินของธนาคารกลางแบบนี้ช่วยให้เห็นโอกาสในการลงทุน และรู้ว่าต้องปกป้องพอร์ตตัวเองตอนไหน ในตลาดเงินและตลาดทุนที่ผันผวนอย่างนี้ การติดตามสัญญาณจากธนาคารกลางจึงสำคัญพอ ๆ กับการวิเคราะห์ราคาตัวสินทรัพย์เลย
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
Thêm một bình luận
Thêm một bình luận
Không có bình luận
  • Đã ghim