広場
最新
注目
ニュース
プロフィール
ポスト
AirdropCollector
2026-05-26 11:07:07
フォロー
最近เพิ่งเจอคำถามเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา (Depreciation) จากเพื่อนที่ทำงานด้านการเงิน และตระหนักว่าหลายคนอาจสับสนกับเรื่องนี้จริง ๆ ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษคือ Depreciation ซึ่งเป็นกระบวนการที่นักบัญชีใช้ในการหักต้นทุนของสินทรัพย์ธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด
โดยพื้นฐาน ค่าเสื่อมราคามีสองมุมมองหลัก ประเด็นแรกคือมูลค่าของสินทรัพย์ลดลงตามเวลา ประเด็นที่สองคือการกระจายค่าใช้จ่ายของสินทรัพย์ที่ราคาแพงตลอดช่วงเวลาที่คุณใช้มัน ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทซื้อรถยนต์ราคา 100,000 บาทและคาดว่าจะใช้ได้ห้าปี ก็จะคิดค่าเสื่อมราคาประมาณ 20,000 บาทต่อปี
สินทรัพย์ที่คิดค่าเสื่อมราคาได้นั้นต้องเป็นของคุณเอง สามารถนำไปใช้สร้างรายได้ได้ มีอายุการใช้งานที่กำหนดได้ และคาดว่าจะใช้ได้นานกว่าหนึ่งปี ตัวอย่างทั่วไป ได้แก่ ยานพาหนะ อาคาร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร และแม้แต่สิ่งไม่มีตัวตนอย่างสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ สิ่งที่ไม่สามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ เช่น ที่ดิน ของสะสม และการลงทุนในหุ้นพันธบัตร
เรื่องที่น่าสนใจคือ Depreciation ในภาษาอังกฤษมีวิธีการคำนวณหลายแบบ วิธีเส้นตรงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด คุณแค่แบ่งมูลค่าสินทรัพย์เท่า ๆ กันตลอดอายุการใช้งาน เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่มีวิธีอื่น ๆ เช่น Double-declining balance ซึ่งช่วยให้คุณตัดค่าเสื่อมราคาได้มากขึ้นในปีแรก ๆ เมื่อสินทรัพย์ยังใหม่ วิธีนี้ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการกู้คืนมูลค่าเร็ว ๆ
มีอีกวิธีหนึ่งเรียก Units of Production ซึ่งคิดค่าเสื่อมราคาตามการใช้งานจริง เช่น จำนวนชั่วโมงที่ใช้เครื่องจักร วิธีนี้ต้องติดตามการใช้งานอย่างระมัดระวัง แต่ให้ค่าเสื่อมราคาที่แม่นยำตามความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่เกี่ยวข้องอีกอย่างเรียก Amortization ซึ่งคนมักจะสับสนกับ Depreciation เลย Amortization ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือการชำระหนี้เงินกู้เป็นงวด ในขณะที่ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตน ทั้งสองใช้วิธีเส้นตรงส่วนใหญ่
เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะว่ามันส่งผลต่อการคำนวณ EBIT ของบริษัท และถ้าคุณเปรียบเทียบบริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรมากกับบริษัทที่มีน้อย ค่าเสื่อมราคาจะส่งผลต่อกำไรสุทธิมาก บางครั้งเมื่อมองที่ EBITDA (ซึ่งบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าไป) ตัวเลขจะดูต่างออกไปเลย
原文表示
このページには第三者のコンテンツが含まれている場合があり、情報提供のみを目的としております(表明・保証をするものではありません)。Gateによる見解の支持や、金融・専門的な助言とみなされるべきものではありません。詳細については
免責事項
をご覧ください。
報酬
いいね
コメント
リポスト
共有
コメント
コメントを追加
コメントを追加
コメント
コメントなし
人気の話題
もっと見る
#
StockTradingChallengeUpTo17000U
16.2M 人気度
#
USStrikesIran
9.31M 人気度
#
IsraelStrikesIranBTCPlunges
49.41K 人気度
#
GatePredictionMarketAddsSmartMoneyTracking
13.8M 人気度
#
InstitutionalCapitalRotatesFromBTCToHYPEAndXRP
14.33M 人気度
ピン留め
サイトマップ
最近เพิ่งเจอคำถามเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา (Depreciation) จากเพื่อนที่ทำงานด้านการเงิน และตระหนักว่าหลายคนอาจสับสนกับเรื่องนี้จริง ๆ ค่าเสื่อมราคาภาษาอังกฤษคือ Depreciation ซึ่งเป็นกระบวนการที่นักบัญชีใช้ในการหักต้นทุนของสินทรัพย์ธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด
โดยพื้นฐาน ค่าเสื่อมราคามีสองมุมมองหลัก ประเด็นแรกคือมูลค่าของสินทรัพย์ลดลงตามเวลา ประเด็นที่สองคือการกระจายค่าใช้จ่ายของสินทรัพย์ที่ราคาแพงตลอดช่วงเวลาที่คุณใช้มัน ตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทซื้อรถยนต์ราคา 100,000 บาทและคาดว่าจะใช้ได้ห้าปี ก็จะคิดค่าเสื่อมราคาประมาณ 20,000 บาทต่อปี
สินทรัพย์ที่คิดค่าเสื่อมราคาได้นั้นต้องเป็นของคุณเอง สามารถนำไปใช้สร้างรายได้ได้ มีอายุการใช้งานที่กำหนดได้ และคาดว่าจะใช้ได้นานกว่าหนึ่งปี ตัวอย่างทั่วไป ได้แก่ ยานพาหนะ อาคาร อุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร และแม้แต่สิ่งไม่มีตัวตนอย่างสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ สิ่งที่ไม่สามารถคิดค่าเสื่อมราคาได้ เช่น ที่ดิน ของสะสม และการลงทุนในหุ้นพันธบัตร
เรื่องที่น่าสนใจคือ Depreciation ในภาษาอังกฤษมีวิธีการคำนวณหลายแบบ วิธีเส้นตรงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด คุณแค่แบ่งมูลค่าสินทรัพย์เท่า ๆ กันตลอดอายุการใช้งาน เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่มีวิธีอื่น ๆ เช่น Double-declining balance ซึ่งช่วยให้คุณตัดค่าเสื่อมราคาได้มากขึ้นในปีแรก ๆ เมื่อสินทรัพย์ยังใหม่ วิธีนี้ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการกู้คืนมูลค่าเร็ว ๆ
มีอีกวิธีหนึ่งเรียก Units of Production ซึ่งคิดค่าเสื่อมราคาตามการใช้งานจริง เช่น จำนวนชั่วโมงที่ใช้เครื่องจักร วิธีนี้ต้องติดตามการใช้งานอย่างระมัดระวัง แต่ให้ค่าเสื่อมราคาที่แม่นยำตามความเป็นจริง
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่เกี่ยวข้องอีกอย่างเรียก Amortization ซึ่งคนมักจะสับสนกับ Depreciation เลย Amortization ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือการชำระหนี้เงินกู้เป็นงวด ในขณะที่ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตน ทั้งสองใช้วิธีเส้นตรงส่วนใหญ่
เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะว่ามันส่งผลต่อการคำนวณ EBIT ของบริษัท และถ้าคุณเปรียบเทียบบริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรมากกับบริษัทที่มีน้อย ค่าเสื่อมราคาจะส่งผลต่อกำไรสุทธิมาก บางครั้งเมื่อมองที่ EBITDA (ซึ่งบวกค่าเสื่อมราคากลับเข้าไป) ตัวเลขจะดูต่างออกไปเลย