เพิ่งรู้ว่าอ่านงบดุลไม่ยากอย่างที่คิดเลย แค่จำสมการง่ายๆ ไว้ก็เริ่มเข้าใจได้ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น ตรงนี้แหละคือรากฐาน ถ้าเข้าใจแล้วการเลือกหุ้นจะมีหลักการมากขึ้นเยอะ เพราะการลงทุนมันไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของข้อมูลจริงๆ



งบดุลคือ อะไรกันแน่ พูดง่ายๆ มันคือรายงานทางการเงินที่บอกว่า ณ วันนั้นๆ บริษัทมีทรัพย์สินเท่าไร เป็นหนี้เท่าไร และเจ้าของจริงๆ เหลือส่วนตัวเองอยู่เท่าไร ทั้งหมดรวมอยู่ในสมการเดียวกัน ถ้าไม่เท่ากันแสดงว่ามีอะไรผิด เพราะงั้นถึงเรียกว่า งบดุล ทุกอย่างต้องสมดุลกัน

ทำไมต้องอ่านให้เป็น เพราะหลายคนดูแค่กำไรแล้วก็ซื้อหุ้น แต่กำไรมันหลอกได้ บริษัทอาจกำไรปีนี้ แต่หนี้เพียบ ไม่นานก็อาจเจ๊งได้ งบดุลจึงบอกคุณว่าบริษัทนี้รวยจริงหรือรวยปลอม มีทรัพย์สินจริงอยู่เท่าไร เป็นหนี้มากแค่ไหน มีเงินสดพอจ่ายหนี้ระยะสั้นไหม ถ้าวันนี้ต้องปิดกิจการเจ้าของจะเหลืออะไรบ้าง

โครงสร้างงบดุลมี 3 ส่วนหลัก ลองนึกภาพตาชั่ง ฝั่งซ้ายคือสิ่งที่บริษัทมี ฝั่งขวาคือที่มาของเงิน ว่ามาจากการกู้หรือเงินของเจ้าของ

สินทรัพย์ก็คือของทุกอย่างที่บริษัทเป็นเจ้าของ จับต้องได้หรือไม่ก็ตาม แบ่งเป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ กับสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ที่ใช้งานนาน เปลี่ยนเป็นเงินสดไม่ได้ทันที เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ สิทธิบัตร แบรนด์

หนี้สินก็คือเงินที่บริษัทต้องจ่ายคืนคนอื่น แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน หนี้ที่ต้องจ่ายภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินกู้ระยะสั้น ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย กับหนี้สินไม่หมุนเวียน หนี้ระยะยาว เช่น เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้

ส่วนของผู้ถือหุ้นก็คือส่วนที่เป็นของเจ้าของจริงๆ เอาสินทรัพย์ทั้งหมดลบหนี้สินทั้งหมด เหลือเท่าไรก็คือส่วนนี้ ประกอบด้วยทุนจดทะเบียน กำไรสะสม ส่วนเกินมูลค่าหุ้น

อ่านงบดุลแบบเหมาะสม ลองทำตาม 5 ขั้นตอนนี้ ก่อนอื่นดูสินทรัพย์รวม ตัวเลขนี้บอกว่าบริษัทมีของทั้งหมดเท่าไร ถามตัวเองว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปีก่อน เพิ่มขึ้นแปลว่าโต ลดลงต้องไปดูต่อ

ต่อมาเช็คหนี้สินรวม แล้วเทียบกับสินทรัพย์ กฎง่ายๆ ถ้าหนี้สินมากกว่า 70% ของสินทรัพย์ให้เริ่มระวัง เพราะหมายความว่าบริษัทพึ่งพาเงินกู้เป็นหลัก

ดูส่วนของผู้ถือหุ้นด้วย ต้องเป็นบวก ถ้าเป็นลบแปลว่าหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย ดูกำไรสะสมด้วย ถ้าเพิ่มขึ้นทุกปีแปลว่าบริษัททำกำไรได้จริงและเก็บเงินไว้ขยายกิจการ

อย่าดูงบดุลแค่ปีเดียว เหมือนดูรูปรูปเดียวแล้วสรุป ดูหลายปีถึงจะเห็นว่าบริษัทกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง อย่างน้อย 3 ปี

เทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย บริษัทอสังหาฯ กับบริษัทเทค มีโครงสร้างงบดุลต่างกันโดยธรรมชาติ บริษัทอสังหาฯจะมีสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเยอะ แต่บริษัทเทคจะมีสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเยอะ ต้องเทียบแบบเหมือนกับเหมือนกัน

มี 3 อัตราส่วนที่นักลงทุนใช้กันทุกวัน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น บอกว่าบริษัทใช้เงินกู้เทียบกับเงินเจ้าของในสัดส่วนเท่าไร ถ้า D/E ต่ำกว่า 1 ใช้เงินตัวเองมากกว่าเงินกู้ ความเสี่ยงต่ำ อยู่ระหว่าง 1-2 ระดับกลางๆ ยอมรับได้ สูงกว่า 2 หนี้เยอะต้องระวัง

อัตราส่วนสภาพคล่องบอกว่าบริษัทมีเงินพอจ่ายหนี้ระยะสั้นไหม มากกว่า 1.5 สภาพคล่องดี 1.0-1.5 พอไหว ต่ำกว่า 1.0 อันตราย อาจจ่ายหนี้ไม่ทัน

อัตราการเติบโตของสินทรัพย์ดูว่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ต้องดูด้วยว่าโตเพราะอะไร ถ้าสินทรัพย์เพิ่มเพราะกู้เงินมาทั้งหมด ก็ไม่ใช่สัญญาณที่ดี

มาลองดูตัวอย่างจริงกับ Apple และ Tesla ดูเปรียบเทียบกัน Apple มีสินทรัพย์รวมกว่า 359,000 ล้านดอลลาร์ หนี้สินรวม 285,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนของผู้ถือหุ้น 73,700 ล้านดอลลาร์ D/E Ratio อยู่ที่ 3.87 ดูสูงมาก แต่อย่าตกใจ Apple มีนโยบายซื้อหุ้นคืนต่อเนื่อง ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง ส่วนหนี้ที่มีส่วนใหญ่เป็นหุ้นกู้ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ใช่กู้มาเพราะร้อนเงิน

Tesla มีสินทรัพย์รวม 137,800 ล้านดอลลาร์ หนี้สินรวม 54,900 ล้านดอลลาร์ ส่วนของผู้ถือหุ้น 82,100 ล้านดอลลาร์ D/E Ratio ต่ำมากแค่ 0.67 ใช้เงินของเจ้าของมากกว่าเงินกู้ สินทรัพย์รวมโตจากปีก่อนประมาณ 13% แต่ลงทุนสร้างโรงงานใหม่หนัก ต้องดูว่าการลงทุนพวกนี้จะสร้างรายได้คุ้มค่าไหมในอนาคต

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการดูงบดุล อันดับแรก ดูแค่ตัวเลขปีเดียว เหมือนดูรูปแค่รูปเดียว ไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้า ต้องดูย้อนหลังอย่างน้อย 3-5 ปี

สองคือเห็นหนี้สินเยอะแล้วกลัวทันที หนี้ไม่ได้แย่เสมอ ถ้าบริษัทกู้เงินมาลงทุนขยายกิจการที่ให้ผลตอบแทนดี ก็เป็น หนี้ดี

สามไม่เทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน D/E Ratio 2 เท่า อาจปกติสำหรับบริษัทสาธารณูปโภค แต่สูงเกินไปสำหรับบริษัทเทค ต้องเทียบแบบเหมือนกับเหมือนกัน

สี่มองข้ามรายการนอกงบดุล บางบริษัทมีภาระผูกพันที่ไม่ได้แสดงในงบดุลโดยตรง ต้องอ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย

ห้าไม่ดูคุณภาพของสินทรัพย์ สินทรัพย์ 1,000 ล้าน ไม่ได้แปลว่ามีค่า 1,000 ล้านเสมอ ลูกหนี้ที่เก็บเงินไม่ได้ สินค้าที่ขายไม่ออก ราคาตก พวกนี้อยู่ในงบดุลก็จริง แต่มูลค่าจริงอาจต่ำกว่ามาก

เช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นต้องเป็นบวกและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถ้าเป็นลบหรือลดลงเรื่อยๆ ข้ามไปเลย

D/E Ratio ไม่ควรเกิน 1.5 สำหรับบริษัทที่ไม่ใช่การเงิน หนี้ที่เยอะเกินไปคือระเบิดเวลา

Current Ratio ต้องมากกว่า 1 น้อยกว่า 1 แปลว่าอาจจ่ายหนี้ไม่ทัน

กำไรสะสมต้องเพิ่มขึ้น แสดงว่าบริษัททำกำไรได้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย

สินทรัพย์เติบโตจากการดำเนินงาน ไม่ใช่จากการกู้หนี้ ถ้าหนี้โตเร็วกว่าสินทรัพย์ให้ระวัง

สรุปคือ งบดุลไม่ยากอย่างที่คิด แค่จำสมการ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น แล้วฝึกอ่านจากบริษัทจริง เปรียบเทียบข้ามปี ใช้ 3 อัตราส่วนหลัก คุณก็จะเลือกหุ้นได้อย่างมีหลักการมากขึ้น เริ่มฝึกวิเคราะห์วันนี้ แล้วคุณจะเห็นว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องของดวง แต่เป็นเรื่องของข้อมูลและการศึกษาจริงๆ
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
Tambahkan komentar
Tambahkan komentar
Tidak ada komentar
  • Disematkan