เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางโครงการลงทุนถึงดูน่าสนใจแต่ผลตอบแทนกลับไม่ตรงกับความคาดหวัง ผมเพิ่งค้นพบว่าปัญหาอยู่ที่เรามักมองแค่ผลตอบแทนคาดการณ์ แต่ลืมพิจารณาต้นทุนของเงินทุนที่ใช้ในการลงทุนจริง ๆ นั่นเอง



แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ นี่แหละที่ WACC หรือ Weighted Average Cost of Capital เข้ามาช่วย ค่า WACC บอกเราได้ว่าบริษัทต้องเสียต้นทุนเท่าไหร่ในการหาเงินทุนมาดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญมากในการตัดสินใจลงทุน

พูดง่าย ๆ ก็คือ WACC คือต้นทุนเฉลี่ยของเงินทุนที่บริษัทใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะมาจากการกู้ยืมหรือการลงทุนของผู้ถือหุ้น มันรวมทั้งสองแหล่งเข้าด้วยกัน นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า WACC นี้เพื่อวัดว่าโครงการใดน่าลงทุนจริง ๆ

เงินทุนของบริษัทมาจากไหนบ้าง โดยทั่วไปมี 2 แหล่งหลัก คือ ต้นทุนจากการกู้ยืม (Cost of Debt) ซึ่งก็คือดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายให้ธนาคารหรือสถาบันการเงิน และต้นทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น (Cost of Equity) ซึ่งคือผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังจะได้รับ

การคำนวณ WACC นั้นไม่ยากอย่างที่คิด ใช้สูตร WACC = (D/V)(Rd)(1-Tc) + (E/V)(Re) เมื่อ D/V คือสัดส่วนหนี้ Rd คือต้นทุนหนี้ Tc คืออัตราภาษี E/V คือสัดส่วนเงินทุนจากเจ้าของ และ Re คือผลตอบแทนที่คาดหวัง

ลองดูตัวอย่างจริง ๆ สมมติบริษัท XYZ มีหนี้ 100 ล้านบาท (60%) และเงินทุนจากเจ้าของ 160 ล้านบาท (40%) ดอกเบี้ยกู้ 7% ต่อปี อัตราภาษี 20% และผลตอบแทนคาดหวัง 15% เมื่อแทนค่าลงในสูตร WACC ของบริษัทนี้ก็ประมาณ 11.38% นั่นหมายความว่าถ้าผลตอบแทนจริงมากกว่า 11.38% ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะลงทุน

ค่า WACC ยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะนั่นหมายว่าบริษัทมีต้นทุนในการหาเงินทุนต่ำ แต่ก็ต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมที่บริษัทอยู่ ความเสี่ยงของโครงการ และนโยบายการลงทุนด้วย หลักง่าย ๆ คือ ถ้าผลตอบแทน > WACC ก็คุ้มค่า ถ้าผลตอบแทน < WACC ก็ไม่คุ้มค่า

แต่ต้องระวังด้วย ค่า WACC มีข้อจำกัดบางประการ ประการแรก มันไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เช่น ดอกเบี้ยและระดับหนี้ที่อาจเปลี่ยน ประการที่สอง WACC ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงของการลงทุนแต่ละประเภท ประการที่สาม การคำนวณ WACC นั้นค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้ข้อมูลปัจจุบันที่แม่นยำ และประการสุดท้าย ค่า WACC เป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น เพราะปัจจัยหลายอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้

จากประสบการณ์ของผม วิธีใช้ WACC ให้ได้ประสิทธิภาพ คือต้องใช้มันร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น NPV (Net Present Value) และ IRR (Internal Rate of Return) เพื่อให้ได้ภาพลวงแบบสมบูรณ์ของการลงทุน อีกอย่างคือต้องอัปเดตการคำนวณ WACC เป็นประจำ เพราะอัตราดอกเบี้ยและสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้า WACC ไม่ตรงกับความคาดหวังแล้ว ก็ต้องพิจารณาย้ายการลงทุนไปที่อื่น

สรุปก็คือ WACC เป็นตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญจริง ๆ สำหรับการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนและโครงสร้างเงินทุนของบริษัท แต่ต้องใช้มันอย่างระมัดระวัง โดยคำนึงถึงข้อจำกัดและปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้ได้การตัดสินใจลงทุนที่ดีที่สุด
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
Tambahkan komentar
Tambahkan komentar
Tidak ada komentar
  • Disematkan