Dasar
Spot
Perdagangkan kripto dengan bebas
Perdagangan Margin
Perbesar keuntungan Anda dengan leverage
Konversi & Investasi Otomatis
0 Fees
Perdagangkan dalam ukuran berapa pun tanpa biaya dan tanpa slippage
ETF
Dapatkan eksposur ke posisi leverage dengan mudah
Perdagangan Pre-Market
Perdagangkan token baru sebelum listing
Futures
Akses ribuan kontrak perpetual
CFD
Emas
Satu platform aset tradisional global
Opsi
Hot
Perdagangkan Opsi Vanilla ala Eropa
Akun Terpadu
Memaksimalkan efisiensi modal Anda
Perdagangan Demo
Pengantar tentang Perdagangan Futures
Bersiap untuk perdagangan futures Anda
Acara Futures
Gabung acara & dapatkan hadiah
Perdagangan Demo
Gunakan dana virtual untuk merasakan perdagangan bebas risiko
Peluncuran
CandyDrop
Koleksi permen untuk mendapatkan airdrop
Launchpool
Staking cepat, dapatkan token baru yang potensial
HODLer Airdrop
Pegang GT dan dapatkan airdrop besar secara gratis
Pre-IPOs
Buka akses penuh ke IPO saham global
Poin Alpha
Perdagangkan aset on-chain, raih airdrop
Poin Futures
Dapatkan poin futures dan klaim hadiah airdrop
Investasi
Simple Earn
Dapatkan bunga dengan token yang menganggur
Investasi Otomatis
Investasi otomatis secara teratur
Investasi Ganda
Keuntungan dari volatilitas pasar
Soft Staking
Dapatkan hadiah dengan staking fleksibel
Pinjaman Kripto
0 Fees
Menjaminkan satu kripto untuk meminjam kripto lainnya
Pusat Peminjaman
Hub Peminjaman Terpadu
Promosi
AI
Gate AI
Partner AI serbaguna untuk Anda
Gate AI Bot
Gunakan Gate AI langsung di aplikasi sosial Anda
GateClaw
Gate Blue Lobster, langsung pakai
Gate for AI Agent
Infrastruktur AI, Gate MCP, Skills, dan CLI
Gate Skills Hub
10RB+ Skills
Dari kantor hingga trading, satu platform keterampilan membuat AI jadi lebih mudah digunakan
GateRouter
Pilih secara cerdas dari 40+ model AI, dengan 0% biaya tambahan
อยากเข้าใจเรื่องค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ให้ลึกขึ้นไหม มาดูกันว่าเรื่องนี้สำคัญกับธุรกิจแค่ไหน
ค่าเสื่อมราคาคือวิธีที่บัญชีใช้ในการบันทึกการสูญเสียมูลค่าของสินทรัพย์เมื่อเวลาผ่านไป ลองนึกดูว่าบริษัทซื้อรถยนต์ราคา 100,000 บาท คาดว่าใช้ได้ 5 ปี ทุกปีรถคันนั้นจะสูญเสียมูลค่า ค่าเสื่อมราคาช่วยให้บัญชีแบ่งต้นทุนนี้ออกเท่า ๆ กันตลอด 5 ปี ก็คือประมาณ 20,000 บาทต่อปี
ทำไมต้องมีค่าเสื่อมราคา เพราะถ้าไม่มี บริษัทจะดูเหมือนขาดทุนมากมายในปีแรก แล้วทำให้ภาพการเงินไม่ชัดเจน ค่าเสื่อมราคาช่วยให้ภาพนี้ราบเรียบขึ้นและสะท้อนความจริงได้ดีกว่า
อีกอย่างที่ต้องรู้คือ ค่าเสื่อมราคาจะรวมอยู่ในการคำนวณ EBIT ซึ่งเป็นกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี สิ่งนี้ส่งผลต่อการเปรียบเทียบบริษัทต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้าบริษัทหนึ่งมีสินทรัพย์ถาวรเยอะ ค่าเสื่อมราคาก็จะสูงกว่า ทำให้ EBIT ต่ำกว่า
แต่ถ้าดู EBITDA ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายแล้วบวกกลับเข้าไป ตัวเลขจะต่างออกไป EBITDA ช่วยให้เห็นกำลังสร้างรายได้แท้จริงของบริษัยโดยไม่ถูกกระทบจากการเลือกวิธีบัญชี
สินทรัพย์ไหนที่คิดค่าเสื่อมราคาได้ ต้องเป็นสินทรัพย์ที่คุณเป็นเจ้าของ ใช้ในธุรกิจ มีอายุการใช้งานที่ประมาณได้ และคาดว่าใช้ได้นานกว่า 1 ปี เช่น รถ อาคาร เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ เครื่องจักร ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ทั้งหมดนี้คิดค่าเสื่อมราคาได้
แต่สินทรัพย์ไหนที่คิดไม่ได้ เช่น ที่ดิน สิ่งของสะสม (ศิลปะ เหรียญ) หุ้นและพันธบัตร ทรัพย์สินส่วนตัว หรือสินทรัพย์ที่ใช้น้อยกว่า 1 ปี
มาดูวิธีคิดค่าเสื่อมราคากันบ้าง มี 4 วิธีหลัก
วิธีแรกคือ Straight-line method หรือวิธีเส้นตรง เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แบ่งต้นทุนเท่า ๆ กันทุกปี ดีตรงที่ง่ายและคำนวณผิดพลาดน้อย แต่ข้อเสียคือไม่คิดว่าสินทรัพย์สูญเสียมูลค่าเร็วในช่วงแรก และค่าบำรุงรักษาจะเพิ่มขึ้นเมื่อสินทรัพย์เก่า
วิธีที่สองคือ Double-declining balance หรือลดลงสองเท่า วิธีนี้ให้คิดค่าเสื่อมราคาเยอะมากในปีแรก ๆ แล้วค่อย ๆ ลดลง ดีสำหรับธุรกิจที่อยากกู้คืนต้นทุนเร็ว ๆ เพราะอยากเงินสดเพิ่ม ข้อดีคือช่วยชดเชยค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มการหักภาษีได้สูงสุดในปีแรก ๆ
วิธีที่สามคือ Declining balance เป็นวิธีเร่ง (accelerated method) มูลค่าคิดเร็วกว่าวิธีเส้นตรงถึงสองเท่า ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงในปีแรก แล้วค่อย ๆ ลดลง
วิธีที่สี่คือ Units of production คิดค่าเสื่อมราคาตามการใช้งานจริง เช่น จำนวนชั่วโมงที่ใช้ สินค้าที่ผลิต เหมาะสำหรับเครื่องจักร ข้อดีคือแม่นยำตามการใช้งานจริง แต่ข้อเสียคือยากต่อการติดตามและคำนวณ
ตอนนี้มาคุยเรื่อง Amortization หรือค่าตัดจำหน่ายบ้าง มันคล้ายกับค่าเสื่อมราคา แต่ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า
ค่าตัดจำหน่ายยังใช้สำหรับการชำระหนี้เงินกู้ด้วย เช่น ยืมเงิน 10,000 บาท ชำระปีละ 2,000 บาท ค่าตัดจำหน่ายก็คือ 2,000 บาทต่อปี ตัวอย่างเช่น สิทธิบัตรเครื่องจักรราคา 10,000 บาท ใช้ได้ 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายจึงเป็น 1,000 บาทต่อปี
ความแตกต่างระหว่างค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายคือ ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่มีตัวตน (จับต้องได้) ส่วนค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (จับต้องไม่ได้) ค่าเสื่อมราคามีวิธีคิดหลายแบบ แต่ค่าตัดจำหน่ายใช้วิธีเส้นตรงเท่านั้น
สรุปแล้ว ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์การเงิน ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ นักบัญชี หรือนักลงทุน การเข้าใจวิธีคิดค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น