เคยสงสัยไหมว่าราคาสินทรัพย์ขึ้นลงตามอะไร ไม่ว่าจะหุ้น พลังงาน ทองคำ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล คำตอบนั้นอยู่ที่หลักการ อุปสงค์อุปทาน ซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่ขับเคลื่อนตลาดทั้งหมด และถ้าเข้าใจหลักการนี้จริง ๆ ก็จะสามารถมองเห็นตลาดได้ต่างออกไป



อุปสงค์อุปทาน คือ สิ่งที่ง่ายที่สุดแต่ซับซ้อนที่สุดในตลาด ทั้งสองอย่างนี้บอกเพียงแค่ความต้องการซื้อและความต้องการขาย แต่เมื่อมันมาพบกัน ก็เกิดเป็นราคาที่เราเห็นทุกวัน

เริ่มจากอุปสงค์ก่อน นี่คือความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ เมื่อราคาต่ำ คนก็อยากซื้อมากขึ้น เมื่อราคาสูง ความต้องการก็ลดลง นั่นเรียกว่ากฎของอุปสงค์ ซึ่งเกิดจากสองเรื่อง คือผลทางรายได้ (เมื่อราคาลด เงินของเราก็คุ้มค่ามากขึ้น) และผลทางการทดแทน (เมื่อราคาลด สินค้านี้ก็ถูกกว่าทางเลือกอื่น)

แต่อุปสงค์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้ซื้อ รสนิยม จำนวนผู้บริโภค และแม้แต่ความคาดหวังเกี่ยวกับอนาคต ในเหตุการณ์ล่าสุด เช่นสงครามในตะวันออกกลาง ความต้องการน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเพราะการปิดเส้นทางการขนส่ง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

ตรงกันข้ามกับอุปสงค์ คือ อุปทาน ซึ่งคือความต้องการขายสินค้า เมื่อราคาสูง ผู้ขายก็ยินดีขายมากขึ้น เมื่อราคาต่ำ พวกเขาก็ลดปริมาณการขาย นี่คือกฎของอุปทาน ซึ่งตรงข้ามกับอุปสงค์ทั้งหมด

แต่อุปทานก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่กำหนด เช่น ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี และแม้แต่นโยบายภาษี ถ้ามีปัญหาด้านการผลิต เช่นภัยธรรมชาติ อุปทานก็ลดลง เหมือนเมื่อช่องแคบฮอร์มุซปิดลง น้ำมัน 20% ของโลกหายไปจากตลาดทันที ราคาน้ำมันก็พุ่งขึ้นไปเพราะอุปทานลดลงอย่างรุนแรง

จุดสำคัญคือ ราคาไม่ได้เกิดจากอุปสงค์หรืออุปทานเพียงอย่างเดียว มันเกิดที่จุดที่เส้นทั้งสองตัดกัน เรียกว่าดุลยภาพ ณ จุดนี้ ปริมาณที่ผู้ซื้อต้องการเท่ากับปริมาณที่ผู้ขายเสนอ ราคาก็เสถียร แต่ถ้าราคาสูงขึ้น ผู้ขายจะผลิตเพิ่มขึ้น ผู้ซื้อลดลง เกิดสินค้าคงคลัง ราคาจึงลดลงกลับสู่ดุลยภาพ ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาต่ำเกินไป ผู้ซื้อต้องการมากขึ้น ผู้ขายเสนอน้อยลง เกิดขาดแคลน ราคาก็สูงขึ้นกลับไป

ในตลาดการเงิน อุปสงค์อุปทาน ทำงานคล้ายกัน เมื่อข่าวดี ผู้คนต้องการซื้อหุ้นมากขึ้น (อุปสงค์เพิ่ม) ราคาก็สูงขึ้น เมื่อข่าวไม่ดี ผู้คนต้องการขายออกมา (อุปทานเพิ่ม) ราคาก็ลดลง นักลงทุนมักมองว่าราคาหุ้นตัวแทนของมูลค่าบริษัท ดังนั้นการคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตจึงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อขาย

นักเทรดใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์อุปสงค์อุปทาน เช่นการดูแท่งเทียน ถ้าแท่งสีเขียว (ราคาปิดสูงกว่าเปิด) แสดงว่าแรงซื้อแข็ง ถ้าแท่งสีแดง (ราคาปิดต่ำกว่าเปิด) แสดงว่าแรงขายแข็ง การดูแนวโน้มราคาก็ช่วยได้ ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อย ๆ แสดงว่าอุปสงค์ยังแข็ง ถ้าทำจุดต่ำใหม่เรื่อย ๆ แสดงว่าอุปทานแข็ง

การหาแนวรับและแนวต้านก็เป็นวิธีหนึ่ง แนวรับคือระดับราคาที่มีแรงซื้อรอซื้อ ถ้าราคาหลุดแนวรับ มักจะมีการกลับตัวขึ้น แนวต้านคือระดับราคาที่มีแรงขายรอขาย ถ้าราคาหลุดแนวต้าน มักจะมีการกลับตัวลง

เทคนิค Demand Supply Zone ที่ได้รับความนิยมคือการมองหาจังหวะที่ราคาเสียสมดุล เมื่อราคาวิ่งขึ้นหรือดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มพักตัว นั่นคือช่วงที่อุปสงค์และอุปทานปะทะกัน เมื่อมีปัจจัยใหม่เข้ามา ราคาก็จะทะลุกรอบพักตัวและวิ่งต่อในทิศทางเดิม

ตัวอย่างเช่น หากราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว (Drop) แล้วพักตัว (Base) ก็มีโอกาสที่จะกลับตัวขึ้น (Rally) นี่เรียกว่า Demand Zone DBR นักเทรดสามารถเข้าซื้อที่จุดทะลุกรอบบน ในทางตรงกันข้าม หากราคาวิ่งขึ้นแล้วพักตัว มีโอกาสกลับตัวลง (RBD) เข้าขายที่จุดทะลุกรอบล่าง

ความเข้าใจเรื่อง อุปสงค์อุปทาน นี้ไม่ได้เป็นเรื่องยากถ้าเราสังเกตตลาดจริง ๆ ทุกวัน ราคาขึ้นลงเพราะการเปลี่ยนแปลงของความต้องการซื้อและขาย และถ้าเราสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงนี้ได้ ก็จะสามารถคาดคะเนราคาได้ดีขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนักเทรดและนักลงทุนถึงให้ความสำคัญกับหลักการนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทดลองใช้มันจริง ๆ และเรียนรู้จากตลาดเสมอ
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
Tambahkan komentar
Tambahkan komentar
Tidak ada komentar