เพิ่งสังเกตว่าหลายคนยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องอุปสงค์อุปทานจริง ๆ ทั้งที่มันเป็นรากฐานของการเคลื่อนไหวราคาทั้งหมดในตลาด ไม่ว่าจะหุ้น น้ำมัน ทองคำ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล



พูดตรง ๆ ความต้องการซื้อ (อุปสงค์) กับความต้องการขาย (อุปทาน) มันคือสองฝ่ายที่ปะทะกันอยู่ตลอดเวลาในตลาด เมื่อมีคนอยากซื้อมากกว่าคนอยากขาย ราคาก็ขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อคนอยากขายเยอะ ราคาก็ลง แบบนี้แหละ

กฎของอุปสงค์มันพูดว่า ราคาลดลง คนก็อยากซื้อมากขึ้น ราคาขึ้น คนก็ชะลอการซื้อ นี่เพราะเหตุผลสองอย่าง แรก เมื่อราคาลดลง เงินในกระเป๋าของเราก็มีค่ามากขึ้น ซื้อได้เยอะขึ้น สองคือ เมื่อราคาลดลง สินค้าตัวนี้ดูถูกกว่าตัวอื่นที่คล้าย ๆ กันเลยเปลี่ยนมาซื้อตัวนี้แทน

ส่วนอุปทานนั่น มันตรงกันข้ามเลย ราคาสูงขึ้น ผู้ขายก็อยากขายมากขึ้น ราคาลดลง ผู้ขายก็ขาดแรงจะขาย ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะเมื่อราคาสูง ผู้ขายได้กำไรมากกว่า จึงเต็มใจที่จะเพิ่มปริมาณการขาย

เมื่อมองตัวอย่างจริง ๆ สมมติว่าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาน้ำมันดิบที่ไหลผ่านจุดนั้นประมาณ 20% ของโลกหายไปจากตลาดอย่างทันที นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Supply Shock ความต้องการใช้พลังงาน (อุปสงค์) ยังเหมือนเดิม แต่อุปทานลดลงอย่างรวดเร็ว ผลก็คือราคาพุ่งขึ้นไปสูงสุดเพราะสินค้าขาดแคลน

จุดที่สำคัญคือ ราคาที่แท้จริงในตลาดมันเกิดขึ้นที่จุดดุลยภาพ ณ ที่ที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน ถ้าราคาปรับขึ้นจากจุดนี้ ผู้ขายก็ต้องการขายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ซื้อชะลอการซื้อ ส่งผลให้สินค้าเหลือคงคลัง ราคาจึงกลับลงมา ถ้าราคาปรับลงมา ผู้ซื้อก็อยากซื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ขายชะลอการขาย สินค้าขาดแคลน ราคาก็กลับขึ้นมา

เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้ในการลงทุน ก็สามารถทำนายราคาได้ดีขึ้น ในการวิเคราะห์พื้นฐาน เราดูว่าคนอยากซื้อบริษัทนั้นแค่ไหน ผลประกอบการเติบโตหรือไม่ มีข่าวดีหรือข่าวร้าย ตัวแปรเหล่านี้ส่งผลต่ออุปสงค์โดยตรง ในการวิเคราะห์เทคนิค เราใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่นการดูแท่งเทียน แนวต้านแนวรับ เพื่อบอกว่าแรงซื้อหรือแรงขายชนะอยู่ตอนนี้

แท่งเทียนสีเขียว (ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด) แสดงว่าอุปสงค์แข็งแรง ผู้ซื้อชนะในวันนั้น แท่งเทียนสีแดง (ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด) แสดงว่าอุปทานแข็งแรง ผู้ขายชนะ แท่งเทียนโดจิ (เปิด-ปิดเท่ากัน) แสดงว่าทั้งสองฝ่ายเท่า ๆ กัน ราคาอาจจะไม่ไปไหน จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่

เมื่อราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อย ๆ แสดงว่าอุปสงค์ยังแข็งแรง ราคาจะขึ้นต่อ เมื่อราคาทำจุดต่ำใหม่เรื่อย ๆ แสดงว่าอุปทานแข็งแรง ราคาจะลงต่อ

ตัวอย่างการใช้อุปสงค์อุปทานในการเทรดนั้นมีอยู่หลายแบบ เช่น Demand Supply Zone ที่มองหาจุดที่ราคาหลุดออกจากสมดุล วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วมีการพักตัวในกรอบ เมื่อราคาทะลุกรอบนี้ออกไปอีกครั้ง นั่นคือสัญญาณการเคลื่อนไหวต่อ

มีรูปแบบ DBR (Drop Base Rally) ที่ราคาดิ่งลงแล้วพักตัว แล้วกลับขึ้น เหมาะสำหรับเข้าซื้อที่จุดเบรคเอาท์ กับ RBD (Rally Base Drop) ที่ราคาวิ่งขึ้นแล้วพักตัว แล้วดิ่งลง เหมาะสำหรับเข้าขายที่จุดเบรคเอาท์ลง

อีกแบบคือการเทรดตามแนวโน้ม RBR (Rally Base Rally) ที่ราคาวิ่งขึ้น พักตัว แล้ววิ่งขึ้นต่อ กับ DBD (Drop Base Drop) ที่ราคาดิ่งลง พักตัว แล้วดิ่งลงต่อ

สรุปแล้ว อุปสงค์อุปทาน มันคือเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับนักเทรดและนักลงทุน ไม่ว่าจะใช้ในการวิเคราะห์พื้นฐานหรือเทคนิค เข้าใจมันดี ๆ แล้วนำไปใช้ได้ ก็จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนแม่นยำขึ้นได้เยอะ แต่สิ่งสำคัญคือต้องฝึกฝนจริง ๆ ดูราคาที่เกิดขึ้นจริงในตลาด แล้วค่อย ๆ เข้าใจลึกซึ้งขึ้นไป
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
Tambahkan komentar
Tambahkan komentar
Tidak ada komentar
  • Disematkan