เพิ่งสังเกตเห็นว่าหลายคนยังสับสนกับแนวคิดพื้นฐานในตลาดเลย ถามว่า ข้อใดคืออุปทาน เหล่านี้ ทั้งที่มันคือกลไกที่ขับเคลื่อนราคาทุกอย่างที่เราเทรด ไม่ว่าจะหุ้น ทองคำ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล



จริงๆ แล้ว อุปสงค์ อุปทาน มันง่ายกว่าที่คิด คือความต้องการซื้อและความต้องการขาย เมื่อมีคนอยากซื้อเยอะ ราคาก็ขึ้น เมื่อมีคนอยากขายเยอะ ราคาก็ลง แค่นั้นแหละ

กฎของอุปสงค์บอกว่า ราคาต่ำ → ความต้องการซื้อเพิ่ม ราคาสูง → ความต้องการซื้อลด ตรงกันข้ามกับอุปทาน ราคาสูง → ผู้ขายอยากขายเพิ่ม ราคาต่ำ → ผู้ขายอยากขายลด ทำไมถึงเป็นแบบนี้ เพราะมีสองเรื่องเกิดขึ้น อันแรกคือ ผลทางรายได้ เมื่อราคาลดลง เงินของเรามีค่ามากขึ้น ซื้อได้มากขึ้น อันที่สองคือ ผลทางการทดแทน เมื่อสินค้านี้ถูกลง เราเลยเลิกซื้ออย่างอื่นมาซื้ออันนี้แทน

แล้วอุปทานล่ะ มันคือปริมาณสินค้าที่ผู้ขายยอมเสนอขายที่ราคาต่างๆ กัน เมื่อราคาสูง ผู้ขายก็ยินดีขายเยอะๆ เพราะกำไรดี เมื่อราคาต่ำ ผู้ขายชะลอการขาย ดุลยภาพเกิดขึ้นตรงจุดที่อุปสงค์กับอุปทานมาบรรจบกัน นั่นคือจุดที่ราคาและปริมาณมีความสมดุล ถ้าราคาพุ่งขึ้นจากจุดนี้ ผู้ขายจะขายเพิ่มขึ้น แต่ผู้ซื้อลดลง ทำให้สินค้าเหลือคงคลัง ราคาก็ตกลงมา ถ้าราคาตกลงจากจุดนี้ ผู้ซื้อต้องการเพิ่มขึ้น แต่ผู้ขายลดลง ทำให้สินค้าขาดแคลน ราคาก็ขึ้นไป

ในตลาดการเงิน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ราคาเปลี่ยน มันซับซ้อนกว่า ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคเช่น ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ล้วนส่งผลต่ออุปสงค์ สภาพคล่องในระบบ ยิ่งมีเงินเยอะ ความต้องการลงทุนก็เพิ่ม ส่วนอุปทานในตลาดหุ้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท เพิ่มทุน หรือซื้อหุ้นคืน กฎระเบียบ และการเข้าจดทะเบียนใหม่

เคสดีๆ คือเมื่อช่องแคบฮอร์มุซปิดลงเพราะสถานการณ์อิหร่าน น้ำมันดิบที่ผ่านจุดนี้ประมาณ 20% ของโลกหายไป อุปทานลดลงอย่างรุนแรง แต่ความต้องการใช้พลังงาน (อุปสงค์) ยังคงอยู่ ผลคือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือ supply shock

พอเข้าตลาดหุ้น แนวคิดนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน ถ้าราคาหุ้นขึ้น ไม่ใช่เพราะหุ้นนั้นดี แต่เพราะมีคนต้องการซื้อเยอะกว่าคนที่ต้องการขาย ตรงกันข้าม ราคาลดลง เพราะมีคนต้องการขายเยอะกว่า ในการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน เรามองว่าอุปสงค์และอุปทานมาจากการคาดการณ์ผลประกอบการ การเติบโตของบริษัท หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อมูลค่า ข่าวดี → ผู้ซื้อเพิ่ม → ราคาขึ้น ข่าวไม่ดี → ผู้ขายเพิ่ม → ราคาลด

ในเทคนิคการเทรด เราใช้เครื่องมือเพื่อสังเกตแรงซื้อและแรงขาย แท่งเทียนสีเขียว บอกว่าอุปสงค์แข็ง แท่งเทียนสีแดง บอกว่าอุปทานแข็ง ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ อุปสงค์ยังมีกำลัง ถ้าทำจุดต่ำสุดใหม่เรื่อยๆ อุปทานมีแรง แนวรับ คือจุดที่มีอุปสงค์รอซื้อ แนวต้าน คือจุดที่มีอุปทานรอขาย

เทคนิคยอดนิยมคือ Demand Supply Zone ที่มองหาจังหวะเมื่อราคาวิ่งรุนแรง แล้วเข้าช่วง consolidation ตรงนี้คือจุดที่แรงซื้อและแรงขายปะทะกัน เมื่อราคาทะลุออกมา ก็คือการเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ DBR (Drop Base Rally) คือราคาตกหนัก แล้วสร้างฐาน แล้วกลับขึ้น RBD (Rally Base Drop) คือตรงกันข้าม ขึ้นหนัก สร้างฐาน แล้วลดลง

สำหรับการเทรดตามแนวโน้ม RBR (Rally Base Rally) คือขึ้นหนัก สร้างฐาน ขึ้นต่อ DBD (Drop Base Drop) คือลดหนัก สร้างฐาน ลดต่อ

มันไม่ยากเลยที่จะเข้าใจว่า ข้อใดคืออุปทาน และจะใช้มันวิเคราะห์ตลาด แต่ต้องฝึกฝนดู ทดลองใช้ ดูราคาจริงๆ ให้เห็นภาพ อุปสงค์ อุปทาน มันคือพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์ นักเทรด และนักลงทุนต่างใช้กัน ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ดี การคาดการณ์ราคาก็จะแม่นยำมากขึ้น
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
Tambahkan komentar
Tambahkan komentar
Tidak ada komentar
  • Disematkan