เพิ่งคิดออกว่าเรื่อง Depreciation กับ Amortization มันซับซ้อนกว่าที่คิด อันที่จริงมันเป็นแนวคิดสำคัญมากถ้าคุณเข้าใจการเงิน



เริ่มจากค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ก่อน - มันคือกระบวนการที่นักบัญชีหักต้นทุนของสินทรัพย์ลงมาตามระยะเวลา ลองคิดแบบนี้ บริษัทซื้อรถยนต์ราคา 100,000 บาท คาดว่าจะใช้ได้ 5 ปี ก็จะหักค่าเสื่อมราคา 20,000 บาทต่อปี ทำไมต้องทำแบบนี้ เพราะสินทรัพย์มันไม่ได้มีค่าตลอดไป มันจะเสื่อมสภาพไปเรื่อย ๆ

มีคนถามว่าสินทรัพย์ไหนที่คิดค่าเสื่อมราคาได้บ้าง ตามกฎแล้ว ต้องเป็นของคุณ, ใช้ในธุรกิจ, มีอายุการใช้งานที่กำหนดได้, และคาดว่าจะใช้ได้นานกว่า 1 ปี ตัวอย่างเช่น รถยนต์, อาคาร, เครื่องจักร, คอมพิวเตอร์, เฟอร์นิเจอร์, แม้กระทั่งสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์ก็ได้ แต่สินทรัพย์อย่างไรไม่ได้ คือที่ดิน, ของสะสม, หุ้นและพันธบัตร, ทรัพย์สินส่วนบุคคล

ตอนนี้มาพูดถึงวิธีคิดค่าเสื่อมราคา มี 4 วิธีหลัก ๆ

วิธีแรกคือ Straight-line method (เส้นตรง) - ง่ายที่สุด แบ่งมูลค่าเท่า ๆ กันทุกปี ธุรกิจเล็ก ๆ ชอบวิธีนี้เพราะคิดง่าย แต่ข้อเสียคือมันไม่คำนึงถึงว่าสินทรัพย์อาจเสื่อมเร็วในช่วงแรก

วิธีที่สองคือ Double-declining balance - มันคิดหักเยอะ ๆ ตอนแรก แล้วค่อย ๆ ลดลง ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการกู้คืนมูลค่าเร็ว ๆ และช่วยให้ได้ประโยชน์ทางภาษีมากขึ้นในปีแรก

วิธีที่สามคือ Declining balance - ก็คล้ายกับวิธีที่สอง แต่มีอัตราการลดที่แตกต่างกัน

วิธีที่สี่คือ Units of production - วิธีนี้คิดตามการใช้งานจริง ถ้าเครื่องจักรใช้งานมากวันนี้ ก็หักเยอะวันนี้ ถ้าใช้งานน้อย ก็หักน้อย ดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการความแม่นยำสูง

แล้ว Amortization (ค่าตัดจำหน่าย) คืออะไร มันเหมือนกับค่าเสื่อมราคา แต่ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น ลิขสิทธิ์, สิทธิบัตร, หรือเงินกู้ เมื่อคุณมีเงินกู้ 10,000 บาท ชำระเป็น 10 ปี ค่าตัดจำหน่ายจะเป็น 1,000 บาทต่อปี

ความแตกต่างหลัก ๆ คือ ค่าเสื่อมราคาใช้กับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (tangible assets) ส่วน Amortization ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (intangible assets) ค่าเสื่อมราคามีหลายวิธีคิด แต่ค่าตัดจำหน่ายใช้วิธีเส้นตรงเท่านั้น

เรื่องนี้สำคัญเพราะมันส่งผลต่อ EBIT (Earnings Before Interest and Taxes) ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญสำหรับนักลงทุน เมื่อคุณเปรียบเทียบบริษัทสองบริษัท หนึ่งบริษัทมีสินทรัพย์ถาวรเยอะ อีกบริษัทไม่มี ค่าเสื่อมราคาจะทำให้ตัวเลข EBIT แตกต่างกันมาก

การเข้าใจค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายมันช่วยให้เราอ่านงบการเงินได้ดีขึ้น และตัดสินใจลงทุนได้ฉลาดกว่า แล้วคุณเคยสังเกตว่าธุรกิจไหนใช้วิธีไหนบ้างไหม
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
Tambahkan komentar
Tambahkan komentar
Tidak ada komentar
  • Disematkan