เพิ่งสังเกตเห็นว่าหลายคนยังสับสนเกี่ยวกับเรื่องอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งมันคือพื้นฐานที่สำคัญมากถ้าเราอยากเข้าใจการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด



พูดง่ายๆ คือ อุปสงค์คือความต้องการซื้อ และอุปทานคือความต้องการขาย เมื่อมีคนต้องการซื้อมาก แต่สินค้าไม่พอ ราคาก็จะขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าสินค้าเยอะแต่ไม่มีใครซื้อ ราคาก็จะลง

สำหรับปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานมีอะไรบ้าง ตรงนี้สำคัญนะ ด้านอุปสงค์ ได้แก่ รายได้ของผู้ซื้อ ความเชื่อมั่น ราคาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้อง รสนิยม และแม้แต่ข่าวการเมือง ด้านอุปทาน ก็มีต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี นโยบายของรัฐ และภัยธรรมชาติ

มองไปที่ตลาดการเงิน เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น นักลงทุนมักจะมีความมั่นใจมากขึ้นและเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม ส่วนตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2026 ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจากสถานการณ์ความตึงเครียด ส่วนใหญ่ของน้ำมันโลกไม่สามารถไหลผ่านได้ ทำให้อุปทานลดลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังคงสูง ผลก็คือราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่คือการสาธิตครั้งเดียวว่าปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

เวลาที่ราคาเคลื่อนไหว มันไม่ใช่เพราะสินค้าเปลี่ยนแปลง แต่เพราะความต้องการหรือการจัดหาเปลี่ยนแปลง นักเทรดที่ฉลาดจะมองหาจุดที่ราคาเสียสมดุลและเตรียมตัวรับจังหวะ

การใช้เทคนิค Demand Supply Zone เป็นวิธีที่นิยมสำหรับการจับจังหวะ บ่อยครั้งที่ราคาวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว แล้วพักตัวในกรอบสักพักก่อนจะวิ่งต่อ นั่นคือจังหวะที่นักเทรดสามารถเข้าได้ หรือถ้าเห็นว่าราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ ก็แสดงว่าอุปสงค์ยังแข็งแรง ราคาน่าจะยังไปได้สูงกว่า

สิ่งที่ต้องจำไว้คือ การเข้าใจปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องฝึกฝนและสังเกตราคาที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ยิ่งเรา track ราคาได้บ่อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นรูปแบบได้ชัดเท่านั้น และเมื่อเรารู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น การตัดสินใจลงทุนก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
此頁面可能包含第三方內容,僅供參考(非陳述或保證),不應被視為 Gate 認可其觀點表述,也不得被視為財務或專業建議。詳見聲明
  • 打賞
  • 回覆
  • 轉發
  • 分享
回覆
請輸入回覆內容
請輸入回覆內容
暫無回覆