เพิ่งสังเกตเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ต่าง ๆ ถึงขึ้นลงแบบนั้น ปรากฏว่าสิ่งทั้งหมดกลับมาที่เรื่องเดียวกัน คือ กฎอุปสงค์ อุปทาน



มันไม่ซับซ้อนเท่าที่คิด พอเข้าใจแนวคิดนี้ คุณก็จะเห็นว่าตลาดเคลื่อนไหวตามตรรกะพื้นฐาน เรื่องมันเป็นแบบนี้

สมมติว่าทุกคนอยากซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่มีน้อยมากในตลาด ราคาก็ต้องขึ้น เพราะคนเต็มไปด้วยความต้องการ ในทางกลับกัน ถ้าตลาดเต็มไปด้วยสินค้าแต่ไม่มีคนอยากซื้อ ราคาก็ต้องลง นี่คือ กฎอุปสงค์ อุปทาน ที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหว

ความต้องการซื้อ (Demand) คือจำนวนคนที่อยากมีสินค้าในราคาต่าง ๆ ยิ่งราคาถูก ยิ่งเป็นคนเยอะที่อยากซื้อ ยิ่งราคาแพง ยิ่งมีคนน้อยที่จะยอมจ่าย นี่คือกฎพื้นฐาน ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการซื้อมีเยอะ เช่น รายได้ของคน ความเชื่อมั่นในอนาคต หรือแม้แต่ข่าวสารที่เข้ามาในตลาด

จากนั้นก็มีฝั่งตรงกันข้าม คือ ความต้องการขาย (Supply) ผู้ขายจะเต็มใจขายมากขึ้นเมื่อราคาสูง และจะชะลอการขายเมื่อราคาต่ำ นี่ก็เป็นตรรกะที่ธรรมชาติ เพราะใครๆ ก็อยากขายในราคาที่ดี ต้นทุนการผลิต นโยบายรัฐ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็มีผลต่อการตัดสินใจขายด้วย

สิ่งที่น่าสนคือเมื่อแรงซื้อและแรงขายมาบรรจบกัน จะเกิดจุดดุลยภาพขึ้น ที่จุดนี้ราคาจะค่อนข้างเสถียร เพราะทั้งสองฝ่ายสมดุลกัน แต่ถ้ามีเหตุการณ์ใหม่เข้ามา เช่น ข่าวดี ข่าวร้าย หรือสถานการณ์ทางการเมือง ความสมดุลก็จะถูกทำลาย ราคาก็จะวิ่งขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็ว

มีตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเพราะสถานการณ์ทางการเมือง อุปทานน้ำมันลดลงเฉียบพลัน ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังอยู่ เลยทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแบบไม่คาดคิด นี่คือ Supply Shock ที่เกิดจากกฎอุปสงค์ อุปทานพอดี

ตรงนี้คือที่ที่นักลงทุนและนักเทรดใช้ประโยชน์ได้ ถ้าคุณสามารถอ่านสัญญาณของอุปสงค์และอุปทานได้ คุณจะสามารถคาดการณ์ว่าราคาจะไปไหนได้ดีกว่า

เมื่อดูที่ราคาหุ้นขึ้น มันไม่ได้ขึ้นเพราะเหตุผลลึกลับไร ๆ แต่เพราะมีคนต้องการซื้อมากกว่าคนที่อยากขาย ตรงกันข้าม ถ้าราคาลง แสดงว่าแรงขายมีแรงกว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนแรงซื้อและแรงขายนี้ก็คือข่าวสาร การคาดการณ์ผลประกอบการ อัตราดอกเบี้ย หรือสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม

นักเทรดที่ใช้เทคนิค Demand Supply Zone มักมองหาจังหวะที่ราคาเริ่มเสียสมดุล เมื่อแรงซื้อหรือแรงขายมีมากเกินไป ราคาจะวิ่งไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นมันจะเข้าเขตพักตัว ก่อนที่จะทะลุออกมาและวิ่งต่อ หรือกลับตัวไปในทิศทางตรงกันข้าม

ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาดิ่งลงเรื่อย ๆ (Drop) แล้วเข้าเขตพักตัว (Base) ราคาอาจจะกลับขึ้น (Rally) เมื่อแรงซื้อกลับมาแข็งแรง นี่คือ Demand Zone Drop Base Rally หรือ DBR ที่นักเทรดใช้เข้าซื้อ ในทางตรงกันข้าม ถ้าราคาวิ่งขึ้นแล้วเข้าพักตัว แล้วกลับลง นั่นคือ Supply Zone Rally Base Drop หรือ RBD ที่ใช้เข้าขาย

สิ่งที่ต้องจำคือ กฎอุปสงค์ อุปทาน ไม่ได้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนขนาดนั้น มันเป็นแค่การสังเกตพฤติกรรมของคนในตลาด เมื่อไหร่ที่เข้าใจว่าคนซื้อมากกว่า คนขาย ราคาก็ต้องขึ้น และเมื่อไหร่ที่เข้าใจสัญญาณของความไม่สมดุลนี้ คุณก็จะเห็นราคาเคลื่อนไหวมาก่อน

ถ้าสนใจเรียนรู้เพิ่มเติม ลองไปดูราคาที่ Gate โดยเฉพาะช่วงที่มีข่าวสารสำคัญเข้ามา จะเห็นภาพชัดเจนว่าอุปสงค์และอุปทานทำให้ราคาเคลื่อนไหวอย่างไร
Xem bản gốc
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
Thêm một bình luận
Thêm một bình luận
Không có bình luận
  • Đã ghim