เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนจำนวนมากติดอยู่กับการไล่ตามหุ้นเติบโตและหุ้นปันผลตลอดเวลา แต่พลาดไปหุ้นกลุ่มที่จริงๆ แล้วสามารถโกยกำไรเป็นมหาศาลในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว นั่นคือวัฏจักรหุ้นนั่นเอง ถ้าเศรษฐกิจเริ่มเติบโตแต่พอร์ตของคุณยังไม่ขยับ มีโอกาสสูงว่าคุณกำลังพลาดโอกาสนี้อยู่



วัฏจักรหุ้นคืออะไรกันแน่? อธิบายง่ายๆ ก็คือหุ้นที่มีความผันผวนสูง รายได้และกำไรของบริษัทมีลักษณะขึ้นลงตามรอบ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหุ้นกลุ่มนี้ที่จะมีราคาพุ่งสูงในช่วงเศรษฐกิจขยายตัว แล้วหาบกลับมาเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงชะลอตัว รูปแบบนี้เกิดขึ้นตามกลไกอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก บางครั้งรอบอาจยาวถึง 5-10 ปี บางครั้งอาจสั้นกว่านั้น

เมื่อนักลงทุนพูดถึงวัฏจักรหุ้น พวกเขามักชี้ไปที่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น หุ้นกลุ่มการเดินเรือ (Maritime Stocks) ที่เกี่ยวกับการขนส่งทางเรือ หุ้นโรงกลั่นน้ำมัน หุ้นเกษตร หุ้นเหล็ก หุ้นปิโตรเคมี และหุ้นถ่านหิน ทั้งหมดนี้มีลักษณะเดียวกัน คือมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวม

วัฏจักรเศรษฐกิจมีขั้นตอนหลักๆ ที่ควรรู้ ช่วง Recovery คือเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการชะลอตัว ราคาหุ้นวัฏจักรมักพุ่งขึ้นแรง ช่วง Peak คือจุดสูงสุดของการเจริญเติบโต ช่วง Recession คือเมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ช่วงลง และ Trough คือจุดต่ำสุดของวัฏจักร

มาดูตัวอย่างหุ้นวัฏจักรที่ดูเหมือนน่าสนใจในช่วงปัจจุบัน Nvidia (NVDA) ยังคงแข็งแกร่งเพราะอุตสาหกรรม AI และ Data Center ยังเติบโตต่อเนื่อง ครองตลาดชิป AI กว่า 80% และคาดว่ากำไรจะเติบโตกว่า 35% ถึงแม้ P/E จะสูงที่ 40 เท่า แต่ PEG Ratio อยู่ที่ 1.2 ถือว่าคุ้มค่า บริษัทมีเงินสดมหาศาลกว่า 20 พันล้านดอลลาร์และแทบไม่มีหนี้สิน

Caterpillar (CAT) เป็นอีกตัวที่ควรจับตา ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องจักรก่อสร้างที่ได้ประโยชน์จากแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก โดยเฉพาะ Infrastructure Bill มูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ คาดว่ารายได้จะเติบโต 8-10% ด้วย P/E เพียง 15 เท่า และ Backlog ที่สูงถึง 30 พันล้านดอลลาร์ CAT ดูน่าสนใจมาก นอกจากนี้ยังจ่ายปันผลมากว่า 25 ปีและปรับขึ้นต่อเนื่อง

ในภาคการเงิน JPMorgan Chase (JPM) คาดว่าจะได้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยที่ลดลง เมื่อสินเชื่อเติบโตขึ้น กำไรก็จะตามมา ด้วย Price-to-Book เพียง 1.8 เท่า และ ROE สูงถึง 16% JPM ดูเหมือนจะมีมูลค่าที่ดี CET1 Ratio สูงถึง 14.5% แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงิน

ArcelorMittal (MT) ผู้ผลิตเหล็กระดับโลกคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการกลับมาของภาคการผลิต ราคาเหล็กอาจปรับตัวขึ้น 15-20% จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน MT มี P/E เพียง 5 เท่า ซึ่งต่ำมาก Free Cash Flow Yield สูงถึง 15% ทำให้สามารถซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผลได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ยังลงทุนในเทคโนโลยีเหล็กสะอาดเพื่อลดการปล่อย CO2

LVMH (LVMUY) อาณาจักรสินค้าหรูที่ควบรวมแบรนด์ชั้นนำมากกว่า 75 แบรนด์ เช่น Louis Vuitton และ Dior มีจุดแข็งที่กำลังซื้อของผู้รวยไม่เคยหายไปแม้ในช่วงชะลอตัว ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 65% LVMH แสดงการเติบโตต่อเนื่อง 10 ปี ผู้ก่อตั้ง Bernard Arnault ถือหุ้นมากกว่า 40% แสดงถึงความเชื่อมั่นอย่างมาก

Lennar Corporation (LEN) บริษัทสร้างบ้านชั้นนำของสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ลดลง คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะลดลงต่ำกว่า 5.5% ผนวกกับ Millennials ที่เข้าสู่วัยซื้อบ้านหลังแรก Lennar มี P/E เพียง 10 เท่า มีที่ดินสำรองสำหรับการพัฒนามากกว่า 300,000 แปลง ซื้อมาในราคาถูกช่วงตลาดซบเซา มาร์จิ้นกำไรสูงถึง 21% และสร้างบ้านได้เร็วกว่าคู่แข่ง 15%

ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ASML Holding, MediaTek, SK Hynix และ Qualcomm มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโต 15% ส่วนภาครถยนต์ Volkswagen, Hyundai, BMW และ BYD อาจได้ประโยชน์จากวัฏจักรการเปลี่ยนรถของผู้บริโภค ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8%

กลุ่มธนาคารต่างๆ เช่น Goldman Sachs และ Bank of America ก็น่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อนลงทุนในวัฏจักรหุ้น คือต้องรู้ว่าหุ้นกลุ่มนี้มีความผันผวนสูง ราคาจะตามตัวเศรษฐกิจโดยตรง เมื่อตลาดเติบโต ราคาขึ้น เมื่อตลาดชะลอ ราคาลง นี่คือสองคมของดาบ ด้านหนึ่งเป็นโอกาสทำกำไรสูง แต่อีกด้านหนึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องรับได้

ข้อดีของการลงทุนในวัฏจักรหุ้น ก็คือโอกาสทำกำไรสูง นักลงทุนที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์อาจทำกำไรมากในระยะสั้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คาดเดาแนวโน้มของตลาดในระยะยาวได้ดี และช่วยสร้างพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย

แต่ข้อเสียก็มี ความผันผวนสูงหมายความว่านักลงทุนต้องทนทานต่อการขาดทุนในระยะสั้น ต้องใช้เวลาและความพยายามในการวิเคราะห์ อาจเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายรัฐบาลหรือเศรษฐกิจโลก และไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาการเก็บรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว

สำหรับเปรียบเทียบ หุ้นที่ไม่ใช่วัฏจักร หรือ หุ้นกลุ่ม Defensive มักผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็น เช่น Coca-Cola, Johnson & Johnson, Tesco, Diageo และ NextEra Energy ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ความต้องการสินค้าเหล่านี้ยังคงมีอยู่

สรุปแล้ว ถ้านักลงทุนเข้าใจวัฏจักรหุ้นและรู้จักจังหวะ การลงทุนในกลุ่มนี้อาจเป็นวิธีที่ดีในการทำกำไรเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เคล็ดลับคือการเข้าใจความเกี่ยวข้องของธุรกิจกับวัฏจักรเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถเลือกจังหวะการลงทุนได้เหมาะสม
CAT-2,16%
BAC-2,05%
Xem bản gốc
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
Thêm một bình luận
Thêm một bình luận
Không có bình luận
  • Đã ghim