Dow Theory คือ อะไร? ทำไมนักเทรดต้องรู้เรื่องนี้



เมื่อวานนี้ผมเจอคนถามเกี่ยวกับ dow theory คือ ว่ามีความสำคัญต่อการเทรดจริงๆหรือเปล่า ซึ่งทำให้ผมนึกว่าน่าจะมีคนอื่นๆสงสัยเหมือนกัน

จริงๆแล้ว dow theory คือ หนึ่งในรากฐานสำคัญสุดของ Technical Analysis ที่ถูกพูดถึงมาตั้งแต่เกือบ 100 ปีที่แล้ว โดยชาลส์ เอช. ดาว (Charles H. Dow) ร่วมกับวิลเลียม ปีเตอร์ แฮมิลตัน (William Peter Hamilton) ได้พัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นมา และจนถึงวันนี้มันยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่นักเทรดใช้ในการวิเคราะห์ตลาด

พื้นฐานของ dow theory คือ เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกับคลื่นทะเล ราคาขาขึ้นจะเหมือนน้ำขึ้น ราคาขาลงจะเหมือนน้ำลง ระยะของการขึ้นจะยาวนานกว่าการลง หรือในทางกลับกัน ขึ้นอยู่กับแนวโน้มหลักของตลาด

ทฤษฎีนี้มี 3 ระดับแนวโน้มที่สำคัญ คือ Primary Trend (แนวโน้มหลัก ใช้เวลา 200 วันขึ้นไป หรือเป็นปี) Intermediate Trend (แนวโน้มกลาง ระหว่าง 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน) และ Minor Trend (แนวโน้มสั้น ไม่เกิน 3 สัปดาห์) แต่ละระดับล้วนมีลักษณะเดียวกัน คือ Uptrend (ขาขึ้น) Downtrend (ขาลง) หรือ Sideway (ออกข้าง)

ถ้าเป็นแนวโน้มขาขึ้น กราฟจะทำ Higher High (ยอดสูงใหม่) และ Higher Low (ต่ำสุดใหม่สูงกว่าเดิม) ถ้าเป็นขาลง ก็จะเป็น Lower High และ Lower Low ส่วนออกข้างนั้น จะสลับไปมาระหว่างรูปแบบเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม dow theory คือ ไม่ได้มีแค่เรื่องแนวโน้ม มีหลักการสำคัญ 6 ข้อที่ต้องเข้าใจ อันดับแรก ตลาดได้ดูดซับข้อมูลทั้งหมดแล้ว ข่าวสารเกี่ยวกับบริษัท คาดการณ์กำไร ทั้งหมดสะท้อนในราคาแล้ว อันที่สอง มีแนวโน้ม 3 ระดับดังที่กล่าวมา อันที่สาม แต่ละแนวโน้มมี 3 ช่วง คือ ช่วงสะสม (Accumulation) ที่นักลงทุนรายใหญ่เข้าซื้อเงียบๆ ช่วงปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ (Public Participation) ที่ปริมาณเข้ามาชัดเจนและมีคนพูดถึงเยอะ และช่วงแจกจ่าย (Distribution) ที่นักลงทุนรายใหญ่เริ่มขายเพื่อทำกำไร

อันที่สี่ ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน เช่น ถ้าดัชนีหนึ่งเป็นแนวโน้มขาขึ้น อีกดัชนีหนึ่งก็ต้องขาขึ้นด้วย ถึงจะยืนยันได้ว่าตลาดเป็นขาขึ้นจริงๆ อันที่ห้า ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ต้องสอดคล้องกับแนวโน้ม ถ้าขาขึ้น ปริมาณควรเพิ่มขึ้น ถ้าขาลง ปริมาณควรเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นแข็งแกร่ง อันที่หก แนวโน้มจะเป็นไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีสัญญาณเปลี่ยนทิศ

เรื่อง Double Bottom และ Double Top ก็เป็นรูปแบบสำคัญที่บอกว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน Double Bottom (ทำจุดต่ำสุด 2 ครั้ง) มีลักษณะ W หรือ U บ่งบอกว่าตลาดกำลังจะเริ่มขาขึ้น Double Top (ทำจุดสูงสุด 2 ครั้ง) มีลักษณะ M บ่งบอกว่าตลาดกำลังจะเริ่มขาลง

ข้อดีของทฤษฎีนี้คือ มีพื้นฐานเสถียร เข้าใจง่าย ช่วยระบุแนวโน้มได้ดี ให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขาย และไม่ต้องใช้ตัวเลขเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่ข้อเสียคือ มีความล่าช้า กว่าจะคอนเฟิร์มแนวโน้มราคาอาจเคลื่อนไปไกลแล้ว และทฤษฎีนี้ไม่คำนึงถึงข้อมูลพื้นฐานของบริษัท

จากการวิเคราะห์ด้วย dow theory คือ เครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดรู้ว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มไหน ขาขึ้นหรือขาลง และเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป ถ้าเห็นแนวโน้มขาขึ้น ก็สามารถ Buy Order เพื่อตามแนวโน้ม ถ้าเห็นขาลง ก็ Sell Order ได้ ซึ่งการเข้าใจพื้นฐานนี้ให้ดีจะช่วยให้วางแผนการเทรดได้รัดกุมและลดความเสี่ยงได้มากขึ้น
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
Thêm một bình luận
Thêm một bình luận
Không có bình luận
  • Đã ghim