เพิ่งสังเกตว่ามีคนพูดถึงบล็อกเชนกันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ บล็อกเชนคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้ กับมันมีความเสี่ยงอะไรบ้าง วันนี้ลองมาดูกันครับ



พูดง่าย ๆ บล็อกเชนคืออะไร ก็คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราส่งข้อมูลได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง บล็อกเชนคืออะไรนั่นแหละ ชื่อมันก็บอกเรื่องอยู่แล้ว คือบล็อก (ช่องข้อมูล) เรียงต่อกันเป็นสายโซ่ (Chain) แต่ละบล็อกเก็บข้อมูลไว้ และเชื่อมต่อกันด้วยรหัสพิเศษ ทำให้ไม่มีใครสามารถแก้ไขข้อมูลแต่ละบล็อกได้โดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น

มันทำงานยังไง ประเด็นที่น่าสนใจคือบล็อกเชนมีระบบป้องกันที่ซับซ้อนมาก ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปแก้ไขข้อมูลซ่อนเร้น

แรก ๆ ก็เรื่องรหัสแฮช แต่ละบล็อกมีรหัสประจำตัวที่ไม่ซ้ำกันเหมือนลายนิ้วมือของคนเรา บล็อกเชนคืออะไรก็ขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลอะไรอยู่ข้างใน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล รหัสก็เปลี่ยนไปทันที และบล็อกนั้นก็กลายเป็นบล็อกอื่น ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละบล็อกยังเก็บรหัสของบล็อกก่อนหน้าไว้ด้วย ทำให้บล็อกทั้งหมดเชื่อมโยงกันแบบไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ยกตัวอย่างเช่น บล็อก 1 มีรหัส A24 เก็บข้อมูล 5 บิตคอยน์โอนจากกอล์ฟให้ปู บล็อก 2 มีรหัส 12B เก็บ 3 บิตคอยน์โอนจากปูให้มาลี โดยอ้างอิงถึงรหัสของบล็อก 1 (A24) บล็อก 3 มีรหัส 5C3 เก็บ 2 บิตคอยน์โอนจากมาลีให้ฟ้า อ้างอิงถึง 12B เมื่อใครพยายามแก้ไขข้อมูลในบล็อก 1 รหัสมันจะเปลี่ยน ซึ่งจะทำให้บล็อก 2 และ 3 ไม่สามารถตรวจสอบได้ และทั้งสายจะล่มทันที

อย่างที่สอง ระบบฉันทามติ (Consensus) บล็อกเชนไม่ได้อยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่กระจายอยู่ในหลายเครื่องพร้อมกัน เมื่อมีบล็อกใหม่เข้ามา ทุกเครื่องต้องตรวจสอบและเห็นด้วยพร้อม ๆ กัน ตัวอย่างเช่น บิตคอยน์ใช้ระบบ Proof-of-Work ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเพื่อแก้รหัสและสร้างบล็อกใหม่ ถ้าใครอยากแฮ็กระบบนี้ ก็ต้องเข้าไปเปลี่ยนรหัสของบล็อกเก่า ๆ ทั้งหมดก่อนที่บล็อกใหม่จะถูกเพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะบล็อกมีเป็นพันเป็นหมื่นบล็อก

จากนั้น ระบบ Peer-to-Peer (P2P) บล็อกเชนไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีใครคนเดียวที่ควบคุมได้ ผู้ใช้ทั้งหมดเป็นโหนด (Node) ที่เก็บข้อมูลทั้งหมดและตรวจสอบกันเอง เมื่อมีบล็อกใหม่ เครื่องทั้งหมดจะได้รับมันพร้อมกัน ตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วเก็บไว้ ถ้าใครอยากควบคุมระบบ ก็ต้องควบคุมโหนดมากกว่า 51% ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้เลยเกือบจะ

สรุปคร่าว ๆ ก็คือถ้าอยากเข้าไปวุ่นวายกับบล็อกเชน ต้องเปลี่ยนข้อมูลทั้งสาย ย้อนกระบวนการ Proof-of-Work ของแต่ละบล็อก แล้วควบคุมเครือข่าย P2P ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ตอนนี้บล็อกเชนแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ประเภทแรกคือบล็อกเชนสาธารณะ (Public) แบบที่ใคร ๆ ก็เข้าร่วมได้ เช่น บิตคอยน์ อีเธอร์เรียม โซลานา มันโปร่งใส ปลอดภัย แต่ช้า

ประเภทที่สอง คือแบบส่วนตัว (Private) ที่องค์กรเดียวควบคุม เร็ว ปลอดภัย แต่ไม่โปร่งใส

ประเภทที่สาม คือไฮบริด (Hybrid) ที่ผสมผสานทั้งสองแบบ ข้อมูลบางส่วนเปิด บางส่วนปิด

และประเภทที่สี่ คือคอนซอร์เชียม (Consortium) ที่หลายองค์กรร่วมกันควบคุม

พูดถึงจุดแข็ง บล็อกเชนคืออะไรก็คือระบบที่มีความปลอดภัยสูง ข้อมูลเข้ารหัสแล้ว แก้ไขไม่ได้ ลบไม่ได้ โปร่งใสมากเพราะไม่มีคนกลาง ลดต้นทุนเพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ตัวกลาง ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย และประหยัดเวลา

แต่ก็มีจุดอ่อนด้วย ปัญหาแรกคือ Scalability ระบบยังรองรับจำนวนธุรกรรมมากไม่ได้ ยังติดขัด แต่กำลังมีการพัฒนาอยู่

ประเด็นที่สอง ในทางทฤษฎี บล็อกเชนสามารถถูกแฮ็กได้ถ้าใครสามารถควบคุมผู้ใช้เกิน 51% แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้

ประเด็นที่สาม กินไฟเยอะ ระบบต้องใช้พลังงานมหาศาล เพราะการประมวลผลและการเข้ารหัสต้องใช้ CPU เยอะ

และประเด็นสุดท้ายคือ ยังไม่มีการควบคุมกำกับดูแลที่ชัดเจน เพราะบล็อกเชนสร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบเก่า ๆ เช่น ธนาคาร หน่วยงานราชการ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่อยากให้มันแพร่หลาย

สำหรับการประยุกต์ใช้ บล็อกเชนคืออะไรก็เป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มากมาย ตัวอย่างเช่น ในด้านการเงิน ธนาคารกลางไทยมีโครงการ Inthanon เพื่อพัฒนาบาทดิจิทัล และ JMART มีโครงการ JFIN ใช้บล็อกเชนสำหรับข้อมูลลูกค้าและ Credit Score

ในด้านห่วงโซ่อุปทาน IBM สร้างโครงการ Food Trust Blockchain ให้ผู้บริโภคตรวจสอบที่มาของอาหารได้ ธุรกิจอื่น ๆ ก็ใช้มันตรวจสอบพัสดุได้อย่างแม่นยำโดยไม่สามารถปลอมแปลงได้

และในด้านการโหวต บล็อกเชนสามารถสร้างระบบโหวตที่ป้องกันการโกงได้ มีความโปร่งใส ลดต้นทุนการตรวจสอบ และเปลี่ยนแปลงผลได้ยากมาก

คิดว่าตรงนี้น่าจะเข้าใจแล้วว่าบล็อกเชนคืออะไร มันทำงานอย่างไร มีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไรบ้าง และมีการประยุกต์ใช้ในเรื่องอะไรบ้าง ยินดีต้อนรับสู่โลกของเทคโนโลยีใหม่นี่ครับ
Xem bản gốc
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
Thêm một bình luận
Thêm một bình luận
Không có bình luận
  • Đã ghim