เห็นข่าวเกี่ยวกับสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมันพุ่งสูง ก็นึกถึงเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ นั่นคือว่าทำไมราคาสินทรัพย์ต่างๆ ถึงเปลี่ยนแปลงแบบนี้ อันที่จริง มันมีหลักการเศรษฐศาสตร์พื้นฐานอยู่เบื้องหลัง นั่นคือเรื่องของความหมายของอุปสงค์และอุปทาน



ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ความหมายของอุปสงค์และอุปทาน ก็คือการชิงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อคนอยากซื้อมากแต่สินค้าน้อย ราคาก็ขึ้น เมื่อคนอยากขายเยอะแต่มีคนซื้อน้อย ราคาก็ลง เรียบง่ายแค่นี้แหละ

มาลงลึกกันดูสิว่าแต่ละด้านทำงานอย่างไร อุปสงค์คือความต้องการซื้อของผู้ซื้อในระดับราคาต่างๆ เมื่อราคาถูกลง คนก็อยากซื้อมากขึ้น ตรงกันข้ามเมื่อราคาแพงขึ้น ความต้องการก็ลดลง นี่เรียกว่ากฎของอุปสงค์ ที่เกิดจากสองเหตุผล คือ เมื่อราคาลดลง เงินในกระเป๋าของเราก็มีค่ามากขึ้น ทำให้ซื้อได้มากกว่า และเมื่อราคาถูกลง มันก็ดูน่าซื้อกว่าสินค้าอื่นที่ราคาเหมือนเดิม

แต่ความต้องการซื้อไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น รายได้ของผู้ซื้อ ความชอบ ราคาของสินค้าอื่น การคาดการณ์ราคาในอนาคต และแม้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในโลก ตัวอย่างเช่น เมื่อสงครามอิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซปิด ความต้องการน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล เพราะคนกลัวว่าจะขาดน้ำมัน

ส่วนอุปทานคือความต้องการขายของผู้ขาย ตรงกันข้ามกับอุปสงค์ เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ขายก็อยากขายมากขึ้น เมื่อราคาลดลง ผู้ขายก็ลดปริมาณการขาย นี่คือกฎของอุปทาน ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทานก็มีเยอะ เช่น ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี จำนวนคู่แข่ง และการคาดการณ์ราคาในอนาคต

เมื่อเส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน นั่นคือจุดดุลยภาพ ราคาที่เกิดขึ้นจริงในตลาดจะอยู่ที่จุดนี้ เพราะถ้าราคาสูงกว่านี้ ผู้ขายจะขายเยอะแต่ผู้ซื้อซื้อน้อย ทำให้สินค้าเหลือ ราคาก็ต้องลงมา ถ้าราคาต่ำกว่านี้ ผู้ซื้อจะอยากซื้อเยอะแต่ผู้ขายขายน้อย ทำให้สินค้าขาดแคลน ราคาก็ต้องปรับขึ้น

ในตลาดการเงิน ความหมายของอุปสงค์และอุปทาน ก็ใช้ได้กับหุ้นและสินทรัพย์อื่นๆ เหมือนกัน ความต้องการซื้อหุ้นนั้นมาจากการคาดการณ์ว่าบริษัทจะเติบโตและทำกำไร ความต้องการขายก็มาจากความกลัวหรือต้องการเก็บเงิน

เมื่อมีข่าวดีเข้ามา ผู้ซื้อก็อยากซื้อมากขึ้น ผู้ขายก็ชะลอการขาย ราคาหุ้นก็ปรับขึ้น ตรงกันข้าม เมื่อมีข่าวไม่ดี ผู้ซื้อก็ชะลอการซื้อ ผู้ขายก็อยากขายเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ราคาก็ปรับลง

ในการเทคนิคการวิเคราะห์ราคา ผู้เทรดใช้แท่งเทียน (Candlestick) เพื่อสังเกตการณ์ว่าอุปสงค์และอุปทานใครชนะใคร แท่งเทียนสีเขียวหมายความว่าผู้ซื้อชนะ แท่งเทียนสีแดงหมายความว่าผู้ขายชนะ ถ้าแท่งเทียนเป็นโดจิ (ราคาเปิดและปิดใกล้เคียงกัน) แสดงว่าทั้งสองฝ่ายมีแรงเท่าๆ กัน

การมองแนวโน้มราคาก็ช่วยได้ เมื่อราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าอุปสงค์แข็งแรง เมื่อราคาทำจุดต่ำใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าอุปทานแข็งแรง แนวรับและแนวต้านก็เป็นจุดที่แสดงความสมดุลระหว่างทั้งสองฝ่าย

เทคนิค Demand Supply Zone เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการจับจังหวะซื้อขาย เมื่อราคาวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วพักตัวในกรอบ จากนั้นทะลุขึ้นอีก นั่นคือสัญญาณการซื้อ ตรงกันข้าม เมื่อราคาดิ่งลงแล้วพักตัวในกรอบ จากนั้นทะลุลงอีก นั่นคือสัญญาณการขาย

ในความเป็นจริง การเข้าใจความหมายของอุปสงค์และอุปทาน ช่วยให้เราอ่านตลาดได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดน้ำมัน หรือตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล หลักการนี้ใช้ได้ทั่วไป แต่เหมือนกับทักษะอื่นๆ ต้องฝึกฝนและศึกษาจากราคาที่เกิดขึ้นจริงเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองนำไปใช้ดูบ้าง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมราคาถึงเคลื่อนไหวแบบนั้น
На этой странице может содержаться сторонний контент, который предоставляется исключительно в информационных целях (не в качестве заявлений/гарантий) и не должен рассматриваться как поддержка взглядов компании Gate или как финансовый или профессиональный совет. Подробности смотрите в разделе «Отказ от ответственности» .
  • Награда
  • комментарий
  • Репост
  • Поделиться
комментарий
Добавить комментарий
Добавить комментарий
Нет комментариев
  • Закреплено