เพิ่งสังเกตเห็นเรื่องที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด ตั้งแต่เหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมเห็นได้ชัดว่าหลักการอุปสงค์และอุปทานยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของราคาสินทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหุ้น น้ำมัน ทองคำ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล



จริงๆ แล้ว อุปทานหมายถึงความต้องการขายสินค้าหรือบริการในระดับราคาต่างๆ ส่วนอุปสงค์คือความต้องการซื้อ สองอย่างนี้ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดราคาดุลยภาพในตลาด ผมคิดว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจลึกว่าแรงทั้งสองนี้มีผลต่อการลงทุนของเราอย่างไร

มาพูดถึงอุปสงค์ก่อน เมื่อราคาต่ำลง คนมักจะอยากซื้อมากขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าราคาสูงขึ้น ความต้องการซื้อก็ลดลง นี่เรียกว่า Income Effect และ Substitution Effect ที่ทำให้ราคาและปริมาณมีความสัมพันธ์ผกผัน

ส่วนอุปทานหมายถึงปริมาณที่ผู้ขายต้องการนำออกมาขายในแต่ละระดับราคา ตรงกันข้ามกับอุปสงค์ เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ขายก็อยากขายมากขึ้น เพราะว่ามีกำไรมากขึ้น ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุปทานรวมถึงต้นทุนการผลิต เทคโนโลยี และการคาดการณ์ราคาในอนาคต

สิ่งที่ผมพบว่าน่าสนใจคือเมื่อเดือนมีนาคม ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ทำให้อุปทานน้ำมันดิบที่ไหลผ่านจุดนี้ประมาณ 20% ของโลกหายไปจากตลาดในทันที นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Supply Shock ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานยังคงอยู่ ผลก็คือราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้ผมเห็นว่านักลงทุนจำนวนมากเริ่มใช้หลักการนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในการวิเคราะห์แท่งเทียน ถ้าแท่งเทียนเป็นสีเขียว แสดงว่าแรงซื้อชนะ แต่ถ้าเป็นสีแดง แสดงว่าแรงขายมีแรง ส่วนแท่งเทียนโดจิคือสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายมีแรงเท่าๆ กัน

การใช้ Demand Supply Zone เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากในการจับจังหวะเทรด นักเทรดมักมองหาจุดที่ราคาเริ่มเสียสมดุลและจะหาดุลยภาพใหม่ เมื่อเกิดการวิ่งขึ้นหรือดิ่งลงอย่างรุนแรง ราคาจะเกิดแท่งเทียนขนาดใหญ่แล้วเข้าเขตพักตัว ที่จุดนี้อุปทานหมายถึงระดับที่ผู้ขายรออยู่เพื่อเสนอขาย ขณะที่อุปสงค์คือระดับที่ผู้ซื้อรออยู่

มีสองรูปแบบหลักที่ผมเห็นบ่อย คือ DBR (Demand Zone Drop Base Rally) ที่เกิดจากการดิ่งลงแล้วกลับตัวขึ้น และ RBD (Supply Zone Rally Base Drop) ที่เกิดจากการวิ่งขึ้นแล้วกลับตัวลง นักเทรดสามารถเข้าทำรายการได้ที่จุดเบรคเอาท์ของกรอบพักตัว

ในการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน อุปทานหมายถึงปริมาณหุ้นที่มีในตลาด ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มทุนหรือลดลงจากการซื้อหุ้นคืน นโยบายของบริษัทและการเข้าจดทะเบียนใหม่มีผลต่อสิ่งนี้โดยตรง

ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่าราคาหุ้นนั้นขับเคลื่อนด้วยแรงซื้อและแรงขาย หากแรงซื้อชนะ ราคาก็ขึ้น หากแรงขายชนะ ราคาก็ลง การคาดการณ์ผลประกอบการและการเติบโตของบริษัทจะส่งผลต่ออุปสงค์ ส่วนการตัดสินใจของบริษัทจะส่งผลต่ออุปทาน

เทรนด์ราคาก็เป็นตัวชี้วัดที่ดีเช่นกัน ถ้าราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าอุปสงค์ยังแข็งแรง ถ้าทำจุดต่ำใหม่เรื่อยๆ แสดงว่าอุปทานมีแรง ส่วนการหาแนวรับและแนวต้านก็ช่วยให้เรามองเห็นว่าแรงซื้อและแรงขายอยู่ที่ไหน

สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่าการเรียนรู้หลักการนี้ต้องอาศัยการนำไปใช้จริงกับราคาสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในตลาด การสังเกตว่าอุปทานหมายถึงอะไรในแต่ละสถานการณ์จริงๆ จะช่วยให้เราเข้าใจลึกขึ้น และเมื่อเรามองเห็นภาพได้ชัดแล้ว การคาดการณ์ราคาก็จะแม่นยำขึ้นตามไปด้วย
На этой странице может содержаться сторонний контент, который предоставляется исключительно в информационных целях (не в качестве заявлений/гарантий) и не должен рассматриваться как поддержка взглядов компании Gate или как финансовый или профессиональный совет. Подробности смотрите в разделе «Отказ от ответственности» .
  • Награда
  • комментарий
  • Репост
  • Поделиться
комментарий
Добавить комментарий
Добавить комментарий
Нет комментариев
  • Закреплено