เพิ่งสังเกตเห็นว่าหลายคนยังสับสนเรื่องภาวะเงินเฟ้อ บอกตรงๆ ว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเงินของเราทั้งหมด ลองมาเข้าใจกันว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร



พูดง่ายๆ ก็คือเงินเฟ้อคือภาวะที่ราคาสินค้าขึ้นไปเรื่อยๆ ดูเหมือนเรื่องธรรมชาติแต่จริงๆ มันหมายความว่ามูลค่าเงินเราลดลง เวลาก่อนซื้อข้าวได้หลายจาน วันนี้เงินเดิมนั้นซื้อได้แค่จานเดียว นั่นแหละเงินเฟ้อ

คนที่ได้เปรียบจากสถานการณ์นี้คือพ่อค้า ผู้ประกอบการ กับเจ้าของธุรกิจ เพราะพวกเขาสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ตามสถานการณ์ ต่างจากคนเงินเดือนที่เงินเดือนเพิ่มแต่ไม่ทัน

มาดูสาเหตุกัน เงินเฟ้อเกิดมาจากหลายเรื่อง แรกคือความต้องการซื้อมากขึ้น แต่สินค้าผลิตไม่ทัน ส่วนใหญ่เกิดหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว คนมีเงินออมเยอะ อยากใช้จ่าย เรียกว่า revenge spending นั่นแหละ ประเด็นที่สองคือต้นทุนการผลิตแพง ก๊าซ น้ำมัน เหล็ก ทองแดง ราคาสูงขึ้นมาก บวกกับปัญหาอุปทาน เนื่องจากการขาดตู้คอนเทนเนอร์ขนส่ง และขาดชิปเซมิคอนดักเตอร์ ประเด็นสุดท้ายคือรัฐบาลพิมพ์เงินเพิ่ม ทำให้ปริมาณเงินในระบบมากเกินไป

โลกตอนนี้เผชิญกับเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์ สัญญาณบอกว่าเรากำลังจะเข้าสู่ Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดี เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่ก็ต้องระวัง

เรื่องราวสนใจคือบริษัท ปตท. ได้ประโยชน์มหาศาล เพราะน้ำมันแพง ในครึ่งปีแรกปี 2565 มีกำไรสุทธิ 64,419 ล้านบาท เติบโต 12.7% เทียบปีก่อน นี่แหละตัวอย่างว่าบางบริษัทสามารถสวนกระแสเงินเฟ้อได้

ข้อดีของภาวะเงินเฟ้อก็มี เศรษฐกิจเติบโต ธุรกิจขยายตัว การจ้างงานเพิ่มขึ้น ลดอัตราว่างงาน แต่ข้อเสียคือราคาแพงขึ้น อำนาจซื้อลดลง ถ้าเงินเฟ้อรุนแรงเกินไปเรียกว่า Hyper Inflation ก็เป็นปัญหาใหญ่

แล้วภาวะเงินฝืดล่ะ มันตรงกันข้ามกับเงินเฟ้อ ราคาสินค้าลดลงเรื่อยๆ ความต้องการซื้อน้อย เงินหมุนเวียนไม่พอ ผู้ผลิตไม่อยากผลิต เศรษฐกิจซบเซา ทั้งสองแบบต่างก็ไม่ดี

เงินเฟ้อส่งผลต่อชีวิตประจำวันยังไง ง่ายเลย ของแพงขึ้น เนื้อสัตว์ ผัก น้ำมัน ไฟฟ้า ทั้งหมดแพง ค่าครองชีพสูงขึ้น ประชาชนซื้อของน้อยลง ธุรกิจขายไม่ได้ ต้องลดการผลิต ลดพนักงาน อัตราว่างงานเพิ่ม และในระยะยาว การพัฒนาศักยภาพการผลิตของประเทศก็ชะลอลง

วัดเงินเฟ้อได้ยังไง ทุกเดือนกระทรวงพาณิชย์เก็บราคาสินค้า 430 รายการ คำนวณเป็นดัชนีราคาผู้บริโภค CPI การเพิ่มขึ้นเทียบปีก่อนคืออัตราเงินเฟ้อ ตัวอย่างเดือนมกราคม 2567 CPI เท่ากับ 110.3 เพิ่มขึ้น 0.3% จากปีก่อน

ตอนนี้อัตราเงินเฟ้อลดลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อ ต่ำสุดในรอบ 35 เดือน เพราะราคาพลังงานลดลง และราคาอาหารสดลดลง แต่ยังมีสินค้าบางอย่างขึ้นราคา เช่น ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร

เมื่อเงินเฟ้อกำลังมา ควรทำอะไร แรกคือวางแผนลงทุน นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง หุ้น กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ไม่ควรฝากธนาคารเพราะดอกเบี้ยต่ำ

สองคือหลีกเลี่ยงหนี้เสีย ใช้จ่ายรัดกุม ซื้อของจำเป็นเท่านั้น สามคือลงทุนในสินทรัพย์มั่นคง ทองคำเป็นตัวเลือกดี ราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อ สี่คือติดตามข่าวสาร เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ต้องติดตาม

ในช่วงเงินเฟ้อ หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์ ธนาคารได้เปรียบ เพราะดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น กำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น หุ้นประกันก็ดี มีการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ผลตอบแทนเพิ่มตามเงินเฟ้อ หุ้นอาหารก็ได้เปรียบ เพราะอาหารเป็นสิ่งจำเป็น คนต้องซื้อ มีอำนาจต่อรองราคา

อีกตัวเลือกคือตราสารหนี้ แต่ต้องเลือก Floating Rate Bond หรือ Inflation Linked Bond ที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยตามเงินเฟ้อ ทองคำก็ดีสำหรับเก็งกำไร ยิ่งเงินเฟ้อสูง ราคาทองคำสูงตามไป

สรุปแล้ว ภาวะเงินเฟ้อเป็นเรื่องปกติของเศรษฐกิจ ในระดับที่พอเหมาะก็ดีต่อการเติบโต แต่ถ้าสูงเกินไปเป็น Hyper Inflation ก็เป็นปัญหา ต่างจากเงินฝืดที่มีระดับราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองแบบต่างเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ นักลงทุนควรเข้าใจเงินเฟ้อ วางแผนลงทุนให้เหมาะสม และติดตามข่าวสารเพื่อไม่พลาดกับการเปลี่ยนแปลงของภาวะเงินเฟ้อ
此页面可能包含第三方内容,仅供参考(非陈述/保证),不应被视为 Gate 认可其观点表述,也不得被视为财务或专业建议。详见声明
  • 赞赏
  • 评论
  • 转发
  • 分享
评论
请输入评论内容
请输入评论内容
暂无评论